ตำรวจแต่งกายเป็นหญิง ใส่วิกฟรุ้งฟริ้ง หลอกจับพวกดักจี้ตามป้ายรถเมล์

ตำรวจแต่งหญิง

          ตำรวจสุดเจ๋ง ออกอุบายแต่งกายเป็นหญิง ดักจับขโมยดักจี้ผู้คนตามป้ายรถเมล์ พบก่อเหตุในพื้นที่ถนนรัตนาธิเบศร์ในช่วงเวลาติด ๆ กัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 พ.ต.อ. ณัฐพล ศุกระศร รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ. พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ พ.ต.อ. กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ พ.ต.ท.ขจรศักดิ์ วิมลาพาณิชย์ รอง ผกก.ป.สภ.รัตนาธิเบศร์ พ.ต.ท. เมษนนท์ นาขวัญ รอง ผกก.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ พ.ต.ต. ศุภชัย ศรีศักดิ์ สว.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้จับกุมตัว นายธนวัฒน์ ครุธสอน หรือโจ้ อายุ 18 ปี และ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ในข้อหาทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ หลังจากที่ทั้งสองคน ตระเวนออกชิงทรัพย์ผู้คนตามป้ายรถเมล์

          ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เกิดเหตุชิงทรัพย์ที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างเอเวอรี่มอลล์ ถนนรัตนาธิเบศร์ โดยคนร้ายได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง และผู้เสียหายถูกแทงด้วยมีด จากนั้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 ได้เกิดเหตุชิงทรัพย์ที่หน้าศาลหลักเมืองนนทบุรี โดยคนร้ายไม่ได้ทรัพย์สินไป จากนั้นในวันที่ 9 ธันวาคม ได้เกิดเหตุชิงทรัพย์ที่ ปากซอยรัตนาธิเบศร์ 18 คนร้ายได้กล้องถ่ายรูปและเงินสด 16 บาท ถัดมาเกิดเหตุชิงทรัพย์หน้าห้าง เซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์  คนร้ายได้เงินสด 100 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และสร้อยคอสเตนเลส และวันที่ 10 ธันวาคม 2559 ได้เกิดเหตุชิงทรัพย์ที่หน้าห้างเอสพลานาด รัตนาธิเบศร์ คนร้ายได้เงินสด 600 บาท บัตร ATM และกีตาร์โปร่ง

ตำรวจแต่งหญิง

ตำรวจแต่งหญิง

          ทั้งนี้พบว่า เหยื่อส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี ตำรวจจึงสั่งการให้  ด.ต. วิเวก กมลวิบูลย์ ผบ.หมู่.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ ปลอมตัวเป็นผู้หญิง และซุ่มออกลาดตระเวนตามสถานที่ต่าง ๆ จนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พบจักรยานยนต์ต้องสงสัย ตำรวจจึงแสดงตัวตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองก่อเหตุจริง และให้การรับสารภาพว่า ได้ลงมือชิงทรัพย์จริง ซึ่งนายโจ้ เคยก่อเหตุปล้นร้านสะดวกซื้อ และนายเอ (นามสมมุติ) เคยก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้อื่นหน้ากระทรวงพาณิชย์จนมีคนได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนต่อไป

ตำรวจแต่งหญิง

ตำรวจแต่งหญิง

ตำรวจแต่งหญิง

ตำรวจแต่งหญิง

ที่มา:kapook

หมาก ปริญ มาพร้อมทนาย เข้าให้ปากคำตำรวจ สภ.ช้างเผือก

         พระเอกหนุ่ม “หมาก ปริญ” เดินทางเข้าให้ปากคำที่ สภ.ช้างเผือก แล้ว หลังตำรวจออกหมายเรียก ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ขอให้ข้อมูลแล้วเสร็จก่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา “หมาก ปริญ สุภารัตน์” พระเอกหนุ่มชื่อดัง ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัวและทนายความ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกาย นายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งตามรายงานระบุว่า หมาก ปริญ ได้เข้าพบกับ พ.ต.อ.ธีรพล อินทรลิบ. รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มีการออกหมายเรียกไปก่อนหน้านี้ เพื่อมาให้ข้อมูลในฐานะพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย ดาราหนุ่มปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เพราะขออนุญาตให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนในเวลาต่อมา หลังจากการให้ปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. “หมาก ปริญ” ได้ออกมาจากห้องสอบปากคำและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า ที่เดินทางมาในวันนี้เพราะมีหมายเรียกพยานส่งไปบ้านพักที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนดังกล่าว โดยได้ให้ปากคำไปแล้วทุกอย่างและได้พูดทุกอย่างที่รู้ไปทั้งหมด เมื่อถามถึงเหตุการณ์วันนั้น ได้ลุกไปเข้าห้องน้ำจริงหรือไม่ หมาก ปริญ ระบุว่า คืนนั้นได้เข้าห้องน้ำจริง แต่ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายถูกรุมทำร้าย ซึ่งวันนี้ได้พูดไปหมดแล้ว แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการสอบปากคำเพิ่มเติมก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ ส่วนดาราคนอื่นที่อยู่ในคืนดังกล่าวจะมาให้ปากคำหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหมายเรียกไปหรือไม่

หลังจากนั้น หมาก ปริญ ได้เดินทางขึ้นรถส่วนตัวที่มารอรับเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ทันที เนื่องจากได้จองตั๋วโดยสารเที่ยวบิน ในเวลา 20.45 น. โดยระหว่างขึ้นรถมีแฟนคลับชาวเชียงใหม่ที่ทราบข่าวมาให้กำลังใจด้วยขณะที่ผู้จัดการส่วนตัว ระบุว่า เมื่อ หมาก ทราบว่าตำรวจมีหมายเรียกตัวมาสอบปากคำในฐานะพยาน ก็รีบเคลียร์คิวเดินทางมาทันที โดยหลังเสร็จงานที่กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ ก็นั่งเครื่องบินพบเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที จากนั้นก็ต้องรีบขึ้นเครื่องบินกลับ เพราะมีงานที่รับไว้ในวันพรุ่งนี้เช้า (6 ธ.ค.)

นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกไปไม่ทันเคสผ่าตัด ถูกมือดีล็อคประตูบ้าน

นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกไปไม่ทันเคสผ่าตัด ถูกมือดีล็อคประตูบ้าน

       นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกถูกมือดีล็อคประตูบ้าน ออกไปช่วยผ่าตัดไม่ได้ ร้องตำรวจช่วยเหลือ ยอมรับว่ามีปัญหากับเพื่อนบ้าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (26 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ได้รับแจ้งว่า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่ 5 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยมี นายชาคริต เทพสินธพสกุล อายุ 32 ปี เจ้าของธุรกิจขายเครื่องมือแพทย์ และ น.ส.ประกายดาว สุขเทศ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลชลบุรี เป็นเจ้าของบ้าน ถูกมือดีใช้กุญแจล็อคประตูบ้าน ไม่สามารถเอารถออกไปทำงานได้

ตำรวจจึงได้รุดไปบ้านเกิดเหตุพบกุญแจล็อคประตูบ้านไม่สามารถเอารถออกจากบ้านได้ ภายหลังตำรวจตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว จึงได้ให้ช่างกุญแจตีลูกกุญแจออก หลังจากนั้นจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหมู่บ้าน และจะไปแจ้งความดำเนินคดีอีกครั้งหนึ่ง

 

น.ส.ประกายดาว สุขเทศ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลชลบุรี กล่าวว่า วันนี้มีเคสที่จะต้องผ่าตัดคนไข้ ทำให้ไปทำงานไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนไปหมด เพราะจะต้องให้คนอื่นทำหน้าที่แทน ซึ่งคนทำแบบนี้ถือว่าไม่ปกติ และอันตรายมาก อยากให้ตำรวจช่วยติดตามตัวมาดำเนินคดีด้วย

ทางด้าน นายชาคริต เทพสินธพสกุล กล่าวว่า ยอมรับว่ามีปัญหากับเพื่อนบ้าน และได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีแล้ว การที่คนร้ายทำแบบถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านทั้งตนเอง เจ้าของโครงการหมู่บ้าน ตำรวจ หากมีปัญหาหรือต้องการอะไรมาพูดกันดีๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาล็อคประตูบ้าน

แฟนสาวก็ออกไปทำงานไม่ได้ ตนก็เสียเวลาการทำงาน ตำรวจก็ต้องเสียเวลาแทนที่จะไปดูแลความเดือดร้อนของชาวบ้านที่หนักกว่านี้ หลังจากนี้จะไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หากพบว่าเป็นใครลงมือจะไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป

ที่มา:sanook

หญิงจีนตบตีตัวเอง โวยตำรวจ หลังจับแฟนหนุ่มฐานเมาแล้วขับ

หญิงจีนตบตีตัวเอง โวยตำรวจ หลังจับแฟนหนุ่มฐานเมาแล้วขับ

          เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า ช่วงเช้ามืดวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา ถนนแห่งหนึ่งในเมืองเวินหลิง เมืองไถโจว มณฑลเจ้อเจียง หญิงจีนคนหนึ่งมีอาการมึนเมาเอะอะโวยวาย ด่าประจานเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เหตุเพราะแฟนหนุ่มถูกจับฐานเมาแล้วขับ ซ้ำเธอยังซ่อนกุญแจรถเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืดรถอีก

ตามรายงานระบุว่า เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาบนถนนเกิดความสงสาร เธอจึงถอดรองเท้าส้นสูงคู่สวยที่ใส่อยู่แล้วแตะทิ้ง ขว้างกระเป๋าเงินใบหรู โทรศัพท์มือถือ พร้อมตบตีใบหน้าตัวเอง แล้วอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้วิทยุสื่อสารบันทึกเสียง พร้อมทั้งกล้องวงจรปิดก็สามารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด สุดท้ายเธอจึงถูกควบคุมตัวไปสงบสติอาการที่สถานีตำรวจ เนื่องจากขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่มา:sanook

ตำรวจฮึ่ม !! เวียนรับของบริจาคสนามหลวง มีโทษปรับ 5,000 บาท

 ผบช.น.


ผบช.น. ชี้ เวียน
รับของบริจาคสนามหลวงนำไปกักตุน มีโทษปรับ 5,000 บาท บอกแม้ไม่ใช่การลักขโมย แต่เข้าข่ายสร้างความเดือดร้อน

               จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเวียนรับของบริจาค ทั้งอาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีผู้ใจบุญตั้งใจนำมาบริจาคบริเวณท้องสนามหลวง แล้วนำไปขายต่อ จนถูกเจ้าหน้าที่เข้ารวบตัว แต่มีรายงานข่าวว่าไม่สามารถดำเนินคดีได้นั้น (อ่านเพิ่มเติม 

               เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุด (1 พฤศจิกายน 2559) พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า จริงอยู่ที่การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การลักขโมย แต่ก็เข้าข่ายสร้างความเดือนร้อนรำคาญใจให้ผู้อื่น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ดังนั้นจึงอยากฝากถึงพวกที่มาล่าของบริจาคและกักตุนของบริจาคนำไปขายต่อด้วยว่ามีความผิดเช่นกัน

               อย่างไรก็ตามได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาในหมู่ประชาชน ซึ่งจะมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตามจุดต่าง ๆ พร้อมกับมีการเดินตรวจตราความเรียบร้อยและคอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 เดินรับอาหารสิ่งของบริจาคที่สนามหลวง ตกเย็นมีรถมารับไปขายต่อ

ที่มา:kapook

ที่ไทยก็มี ? โซเชียลแห่แชร์ภาพพบตัวตลกหลอกคน ล่าสุดแจ้งความแล้ว

          ที่ไทยก็มี ? โซเชียลแห่แชร์ภาพพบตัวตลกข้างทาง ที่กำลังเป็นข่าวดังในต่างประเทศอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามมีคนตั้งข้อสังเกตว่า จัดฉากหรือไม่

          เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2559 โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้มีการแชร์ภาพในช่วงที่ตัวเองขับรถกลับบ้านว่า ระหว่างที่ขับรถนั้น มองไปข้างทางกลับพบคนแต่งตัวคล้ายตัวตลกที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็ตกใจมาก ไม่คิดว่าประเทศไทยก็มีแบบนี้เหมือนกัน ล่าสุดได้แจ้งความแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการจัดฉาก เพราะหัวรถพุ่งไปที่ถนน และเป็นการเปิดไฟส่องไปในป่า

          อนึ่ง ตัวตลกดังกล่าว กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ เพราะมักมีการปรากฏตัวอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ช่วงเวลากลางคืน ซึ่งสร้างความตกใจแก่ผู้คนไปทั่ว ยิ่งไปกว่านั้น มีมิจฉาชีพ ใช้การปลอมตัวเป็นตัวตลก เข้าไปก่อเหตุร้ายแล้ว 

ที่มา:kapook

ตำรวจแจ้งข้อหาโจ๋วัย 18 ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม พ่อเหยื่อปัดการขอโทษ

ตำรวจแจ้งข้อหาโจ๋วัย 18 ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม
ตำรวจแจ้งข้อหาโจ๋วัย 18 ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม

          ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย เหตุหนุ่ม 18 ปี ถีบรถจักรยานยนต์ 2 พี่น้องล้ม พ่อโร่ขอโทษสังคม พร้อมอบรมลูกให้มากขึ้น ด้านพ่อเหยื่อไม่รับคำขอโทษ

          จากกรณีที่มีเหตุการณ์หนุ่มถูกถีบรถจักรยานยนต์จนคว่ำ จนกลายเป็นข่าวดังทั่วอินเทอร์เน็ต ต่อมาผู้ก่อเหตุได้มอบตัว ส่วนผู้เสียหายได้สอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ

 
ตำรวจแจ้งข้อหาโจ๋วัย 18 ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม

          ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2559 เวลา 14.00 น. ด้านนายณัฐสุวัชร์ บุญจันทร์ หรือนายเอ็มผู้ก่อเหตุ อายุ 18 ปี พร้อมด้วยบิดา ได้เดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับทำการไกล่เกลี่ยกับฝ่ายผู้เสียหาย โดยผู้ก่อเหตุมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมกันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะของผู้ก่อเหตุไปตรวจหาสารเสพติดอีกด้วย แต่ผลก็ปรากฎว่าไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด

          ขณะเดียวกัน ทางผู้ต้องหายังได้ทำการขอโทษบิดาของผู้เสียหาย ซึ่งทางบิดามีทีท่าไม่ยอม ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

ตำรวจแจ้งข้อหาโจ๋วัย 18 ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม

          โดยภายหลังการพูดคุย ทางคุณสมชาย บุญจันทร์ บิดาของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า ตนต้องขอโทษแทนลูกด้วยที่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ขอโทษสังคมและตนก็จะเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้ ก็น่าจะใจเย็นขึ้นมาก ตนก็จะสอนลูกให้เป็นคนดีเสมอ ส่วนตนเอง หลังทราบเรื่องก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และจะอบรมลูกให้มากขึ้น

          โดยขณะที่เกิดเหตุ ตนก็ไม่รู้เรื่องด้วย ซึ่งทราบเรื่องจากที่มีคนมาบอก โดยสาเหตุเกิดจากลูกได้ออกไปส่งแฟนสาวที่ทำงาน แต่ได้เกิดการทะเลาะกัน และเกิดอารมณ์ให้ของลับกันตามประสาวัยรุ่น โดยยืนยัน ไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน มีแต่การสูบบุหรี่เท่านั้น และในขณะที่เกิดเหตุ ก็ไม่มีอาการมึนเมาแต่อย่างใด

          ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ตนก็ทำงานค้าขายอยู่ต่างจังหวัด ส่วนลูกก็จะอยู่กับแม่ ซึ่งก็เคยมีอารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งที่ผ่านมา ก็เคยมีเรื่องถูกถีบรถมาก่อนช่วงอายุ 14-15 ปี แต่ก็ยอมความกันไป ส่วนเรื่องการชดใช้ค่ารักษาพยาบาล  ก็จะมีการรับผิดชอบทั้งหมด

ถีบรถจักรยานยนต์

          ด้าน พ.ต.อ. ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในเบื้องต้นทางเจ้าที่ตำรวจได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาในส่วนของการทำร้ายร่างกายผู้อื่นเพียงข้อหาเดียว แต่ทางผู้เสียหายจะพยายามแจ้งข้อหาพยายามฆ่านั้น ก็ต้องรอดูไปตามพยานหลักฐาน เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน ซึ่งหลังจากนี้ ก็อยู่ในช่วงการรวบรวมพยานหลักฐาน และที่สำคัญ คือใบรับรองความเห็นของแพทย์ เพราะการแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น มี 2 อย่างคือ มีแบบธรรมดา และแบบสาหัส โดยหากแพทย์มีความเห็นต้องทำการรักษาเกิน 15 วัน ก็จะเป็นแบบสาหัส ซึ่งอาจจะต้องมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม โดยเบื้องต้น ก็พยายามจะเดินหน้าให้เร็วที่สุด ซึ่งล่าสุด แพทย์ได้ลงความเห็นว่าของผู้เสียหายผู้ชายเป็นแบบแค่ 3 วัน แต่ในส่วนของผู้เสียหายผู้หญิงต้องรอความเห็นส่วนของดวงตาอีกครั้ง โดยจากที่เรียกให้มาพบกันวันนี้ เป็นการเข้ามาปรับความเข้าใจกันเท่านั้น เพราะคดีความนี้ ไม่สามารถยอมความกันได้ ขณะที่หลักฐานหลักจะเป็นในส่วนของคลิปวิดีโอที่ปรากฎ และใบรับรองจากแพทย์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อความที่โพสต์บนเฟซบุ๊ค

          ส่วนการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดของผู้ต้องหานั้น ก็ผลปรากฏว่าไม่พบแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้ต้องหาก็ได้ทำการขอโทษบิดามารดาของผู้เสียหาย และยอมรับว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ ทางจะได้พิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวสำหรับผู้ต้องหา เนื่องจากคดียังไม่ร้ายแรง และผู้ต้องหายังมีอายุน้อย เมื่อหลักฐานครบเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนส่งอัยการเพื่อฟ้องที่ศาลอาญาธนบุรีต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นในวันพรุ่งนี้

ที่มา:kapook

ชาวเน็ตห่วง! บึงกาฬให้เด็กร่วมเผากัญชาของกลาง กว่า 8 ตัน

ชาวเน็ตห่วง! บึงกาฬให้เด็กร่วมเผากัญชาของกลาง กว่า 8 ตัน

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (22 ก.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. .ที่สนามยิงปืนกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และนายชัยธวัช เนียมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีประชารัฐบึงกาฬ

โดยมีประชาชน นักเรียน ผู้นำชุมชน ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตัวแทน ปปส.ภาค 4 หัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันเผาทำลายยาเสพติดประเภท 5 กัญชาจำนวน 8.08 ตัน มูลค่า 120 ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การเผาทำลายยาเสพติดในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการขับเคลื่อนประชารัฐให้ตระหนักถึงโทษ และพิษภัยยาเสพติด และเป็นการเผาทำลายยาเสพติดให้โทษคือกัญชาที่เป็นของกลาง ซึ่งคดีได้ถึงที่สุดแล้ว ระหว่างปี พ.ศ.2557 – 2559 จำนวน 261 คดีน้ำหนักรวม 8.08 ตัน คิดเป็นมูลค่า 120 ล้านบาท

ในการเผาทำลายในวันนี้ใช้สนามยิงปืนของกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง โดยการใช้ตะแกรงเหล็กรองพื้นแล้วใช้ลำไม้ไผ่บงรองด้านบนติดกับแท่งกัญชา จากนั้นวางทับด้วยยางรถยนต์ สลับกันเป็นชั้นๆ ลาดด้วยน้ำมันเครื่อง

ส่วนด้านล่างใต้ตะแกรงเหล็กจะใช้พัดลมเป่าให้อากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้การเผาทำลายยาเสพติดครั้งนี้ได้ไหม้หมด และให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาเผาของกลางประมาณ 2 วัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแก๊งยาเสพติดมาฉกฉวยเอาไป

ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ ก็มีคนเข้ามาแสดงความเป็นห่วง จากกรณีให้เด็กนักเรียนเข้าร่วมการเผาทำลายกัญชาในครั้งนี้ด้วย โดยหวั่นว่าเด็กอาจสูดดมควันเข้าไป และอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ด้าน รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3 รายงานว่า ได้ทำการสอบถามไปที่ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเผาทำลายกัญชาทำให้มีสารพิษปะปนในอากาศ

โดยการสูดดมควันจากการเผากัญชาไม่ต่างอะไรจากการสูบกัญชา และยังอันตรายกว่าการสูบ เนื่องจากเป็นการเผาเป็นจำนวนมาก พร้อมแนะนำว่าหากมีการเผาทำลายยาเสพติด ให้เผาในปล่องที่มีความสูง ให้ควันลอยขึ้นที่สูง หรือหากจำเป็นต้องเผากลางแจ้ง ก็ให้เผาในที่ห่างไกลชุมชน และมีการควบคุมควันที่เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม นายพงษ์ศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า การเผาทำลายกัญชาดังกล่าว จังหวัดได้มอบหมายให้สาธารณสุขบึงกาฬเป็นผู้ดูแลเรื่องควัน และมีการใช้พัดลมสนามดูดควันออกจากกลุ่มคนที่เข้าร่วม และให้เด็กๆ ได้ร่วมถ่ายรูปตอนเริ่มเผาเพียงสั้นๆ และพาออกจากสถานที่ทันที

นอกจากนี้ สถานที่จัดงานอยู่บริเวณเป็นสนามยิงปืนของตชด.ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลพื้นที่ชุมชน ทางจังหวัดได้วางมาตรการอย่างรอบคอบ ส่วนที่นำเด็กๆ มาร่วมกิจกรรม เพราะอยากปลูกฝังให้เด็กเห็นถึงพิษภัยและรู้สึกรังเกียจยาเสพติด

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

บึงกาฬ_220959 เผากัญชาของกลางกว่า 8 ตันมูลค่า 120 ล้านบาท

ที่มา:sanook

ภาพสยอง! อากาศร้อนทำพิทบูลคลั่ง ขย้ำกัดเจ้าของตัวเอง

ภาพสยอง! อากาศร้อนทำพิทบูลคลั่ง ขย้ำกัดเจ้าของตัวเอง

              ตำรวจตัดสินใจยิง “หมาพิทบูล” ตายคาที่ หลังเจ้าของอนุญาต เกิดคลั่งไล่กัดผู้คน คาดเพราะอากาศร้อนจัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจยิงสุนัขพิทบูลตัวหนึ่ง หลังมันเกิดอาการคลั่งไล่กัดทำร้ายเจ้าของและพลเมืองดีที่จะเข้าไปช่วย แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ แต่ก็เป็นวิธีที่เจ้าของสุนัขยินยอมอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ลงมือ

ตามรายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่มณฑลหู่เป่ย์ ประเทศจีน สุนัขพิทบูลตัวหนึ่งกำลังกัดทำร้ายเจ้าของมันเองอยู่บนถนน มีคลิปภาพแชร์ลงในโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย คลิปดังกล่าวยังเผยให้เห็นว่า ชายพลเมืองดีคนหนึ่งพยายามจะเข้าไปใช้ไม้ตีสุนัข แต่มันก็วิ่งมากัดที่ขาของเขาด้วย

 
 

ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ สุนัขยังคงอาละวาดอยู่ เจ้าของยิงตัดสินใจอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนยิงใส่สุนัข เพื่อระงับเหตุให้ได้เสียก่อนที่จะไปก่อเหตุกับผู้อื่นอีก เป็นเหตุทำให้สุนัขพิทบูลตัวดังกล่าวเสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุพบว่าเจ้าของสุนัขมีรอยแผลถูกกัดหลายแห่งตามร่างกาย แต่ไม่ได้สาหัสมาก ต้องเย็บบาดแผลหลายแห่งเช่นกัน ส่วนชายพลเมืองดีมีบาดแผลบริเวณขา ส่วนสาเหตุที่สุนัขพิทบูลตัวดังกล่าวคลั่งครั้งนี้นั้น เชื่อว่าน่าจะมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้มันรู้สึกหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ

 

ที่มา:sanook

หนุ่มใหญ่ใช้เทปกาวพันรอบใบหน้าฆ่าตัวตาย

หนุ่มใหญ่ใช้เทปกาวพันรอบใบหน้าฆ่าตัวตาย

            สลด! หนุ่มใหญ่คิดสั้นใช้เทปพันรอบใบหน้าฆ่าตัวตาย ในบ้านพักย่านสายไหม ตร.เชิญญาติให้ปากคำเพิ่ม

เกิดเหตุคนฆ่าตัวตายภายใน หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงออเงิน เขตสายไหม ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นทาวน์โฮม สูง 4 ชั้น ปลูกติดเรียงกัน 6 คูหา โดยเปิดเป็นบริษัทออกแบบผลิต และจำหน่าย ส่งออก-นำเข้า เครื่องหนัง

โดย พ.ต.ต.ฉัตรชัย คู่สันเทียะ สว.(สอบสวน) สน.สายไหม ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพนายทองมา อายุ 44 ปี เสียชีวิตบริเวณชั้นที่ 4 สภาพนอนหงาย สวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ขายาว

บริเวณมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยเชือกฟางติดอยู่กับหัวเตียง ที่บริเวณศีรษะจนถึงลำคอมีเทปกาวแบบใส พันบริเวณโดยรอบเต็มทั่วใบหน้า จากการตรวจสอบภายในห้องพักดังกล่าวไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นแต่อย่างใด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจเกิดความเครียดเรื่องปัญหาทางด้านธุรกิจ ก่อนลงมือก่อเหตุโดยมัดเชือกฝางเป็นวงไว้ที่หัวเตียงตั้งสองข้าง ก่อนใช้เทปใสพันรอบใบหน้าแล้วเอามือทั้งสองข้างคล้องเข้าไปให้บ่วงเชือกเพื่อไม่ให้ช่วยเหลือตัวเองได้จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต

ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเชิญญาติคนสนิทของผู้เสียชีวิต มาทำการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา:sanook